Fiction

อื้ม อันนี้เป็นฟิคที่แต่งไว้ตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหาโน่น เผอิญไปค้นๆดูก็พบเข้า คือ แบบว่าแต่งไว้และดองนานข้ามปีจนตอนนี้เราลืมไปแล้วว่ามีฟิคเรื่องนี้อยู่ 5555 ( ขำทำแป๊ะเรอะ? ) ก็อยากจะแต่งให้มันจบบ้างสักเรื่องนึง ปกติชอบดองฟิคจนเป็นนิสัยไปแล้ว T^T ก็อาจจะอัพช้าบ้างนะคะ ถ้าชอบก็ติดตามกันเน้อ จะพยายามเตือนตัวเองไม่ให้ทำงานทิ้งๆขว้างๆค่ะ o>.<O ไฟโตะ!!!

เป็นอีกวันหนึ่งในไชร์ เมืองที่ทุกหนทุกแห่งมีแต่ความสงบ แต่วันนี้หาใช่วันธรรมดาเหมือนวันอื่นๆไม่ เมื่อบิลโบ เดอร์สลีย์ ผู้ร่ำรวยที่สุดในไชร์ ประกาศว่าจะฉลองวันเกิดของเขาอย่างยิ่งใหญ่ ( เหมือนที่ทำมาทุกปีๆ เพื่ออวดความมั่งมีของตนเอง )
ใครๆก็ชอบงานเลี้ยง แต่ไม่ใช่ที่นี่.. ฮอบบิทที่อาศัยอยู่ในไชร์ล้วนแต่เบื่อหน่ายกับงานเลี้ยงวันเกิดของบิลโบเอามากๆ เพราะทั้งงานจะไม่มีอะไรเลยนอกจากที่นายและนางเดอร์สลีย์พาลูกชายสุดที่รักของทั้งสองออกมาโชว์พร้อมกับยกยอปอปั้นสารพัด ( แต่ก็ยังแถมอาหารและเครื่องดื่มเล็กๆน้อยๆพอเป็นพิธีให้แขกที่มางาน )


ครอบครัวเดอร์สลีย์อาศัยอยู่ในโพรงใกล้ๆกับบึงบายวอร์เตอร์ เป็นที่รู้กันทั่วฮอบบิตันว่า นอกจากครอบครัวเดอร์สลีย์จะมีลูกชายแท้ๆที่อ้วนลงพุงราวกับถอดแบบพิมพ์ออกมาจากผู้เป็นบิดาแล้ว พวกเขายังมีลูกบุญธรรมอีกหนึ่งคน ชื่อว่า แฮรี่ แบ๊กกิ้นส์
แฮรี่เป็นฮอบบิทที่ประหลาด ไม่ใช่เพราะครอบครัวเดอร์สลีย์ปกปิดที่มาที่ไปของเขาอย่างกับสายลับรัสเซีย แต่เป็นเพราะเขาเป็นเด็กที่รักการอ่านมากกว่าที่จะเที่ยวเล่นเหมือนฮอบบิทเด็กทั่วไป และเขาออกจะเป็นเด็กที่เงียบเกินไปเสียด้วยซ้ำ แต่นายและนางเดอร์สลีย์ไม่เคยแคร์เรื่องเหล่านี้เลย ทั้งคู่ทุ่มเทความรักให้กับลูกชายเพียงคนเดียวเสียมากกว่าที่จะสนใจว่า แฮรี่มีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้ว พูดให้ถูกก็คือ ทั้งครอบครัวนี้เกลียดแฮรี่เข้ากระดูกดำ
แฮรี่ได้รับรู้มาที่มาของตนเพียงแค่ว่า เขาถูกทิ้งอยู่หน้าโพรงของเดอร์สลีย์ ในคืนวันหนึ่ง และพ่อแม่ของเขานั้น ได้เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ ลูกเบอรี่ติดคอตาย ถึงแม้มันจะเป็นสาเหตการตายที่ตลกที่สุดเท่าที่เขาเคยได้ยินมา แต่เขาก็ยังคงเคารพและรักทั้งคู่อยู่เสมอ แม้เวลาจะผ่านมาหลายปีแล้วก็ตาม

นอกจาก บิลโบจะฉลองวันเกิดให้กับตัวเองแล้ว วันนี้ยังเป็นวันที่พวกเขาจะฉลองการ เดินทางออกนอกบ้านเกิน 10 เมตร ของดัดลีย์ด้วย ( น่าอัศจรรย์ใจจริงๆ ) ดังนั้นแล้ว ทั้งครอบครัวจึงกระตือลือล้นเป็นพิเศษ....

"เฮ้ย..แก ตื่นได้แล้ว!! เสียงทำลายโสตประสาทดังลอดลำคออ้วนๆของลุงบิลโบออกมาปลุกแฮรี่จากการนิทรา ฮอบบิทหนุ่มปรือตาขึ้นมาสู้แสงอาทิตย์ และภาพอ้วนเทอะทะของผู้เป็นลุง
แกจำไม่ได้รึไง ว่าวันนี้เป็นวันอะไร? เขาคำรามพลางเอาแขนอ้วนๆเท้าสะเอว
. วันนี้..ทำไมรึครับ? แฮรี่ถามย้อนด้วยความงัวเงีย เขาเอามือลูบหน้าผากที่มีรอยแผลเป็นรูปสายฟ้าเบาๆ
เจ้าฮอบบิทสมองเสื่อมเอ๊ยยย วันนี้ฉันบอกแกแล้วไงว่า จะฉลองวันเกิดของฉันกับจัดงานให้ดัดลีย์!!! รีบลงไปทำอาหารเช้าเดี๋ยวนี้เลย ฉันจะพาดัดดี้สุดที่รักไปเที่ยวก่อนที่จะถึงงานเย็นนี้!! ลุงบิลโบตวาดอย่างไม่สบอารมณ์
แฮรี่หายง่วงทันที อะไรนะ?!!วันเกิดของลุงบิลโบกับงานฉลองของดัดลีย์งั้นรึ?? นี่เขาลืมไปได้ยังไงกัน ในเมื่อทุกปีที่ถึงวันที่ ( ลุงบิลโลคิดว่า ) สำคัญที่สุดกว่าวันไหนๆ เขาจะต้องโดนเนรเทศไปอยู่กับมิสซิสฟิก ฮอบบิทเฒ่าที่อาศัยอยู่ในโพรงเก่าๆของหล่อนกับแมวเกือบสามสิบตัว
เมื่อระลึกได้ แฮรี่ก็ถอนหายใจหลังจากที่ลุงบิลโบลงไปเตรียมตัวที่โต๊ะอาหาร เขาหาวหวอดก่อนที่จะเดินตามลุงลงไปทำอาหารเช้าอย่างระอาใจ กองของขวัญของดัดลีย์เกลื่อนโพรงไปหมดจนไม่มีที่จะเดิน แม้โพรงของครอบครัวเดอร์สลีย์จะนับว่าใหญ่กว่าของฮอบบิทคนอื่นๆ แต่มันก็ยังแคบและต่ำอยู่ดีถ้าเทียบกับสิ่งที่มนุษย์เรียกว่า บ้าน

วันนี้แดดดี้จะพาดัดดี้ไปเที่ยวไหนหรอ? ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของครอบครัวถามขึ้น หลังจากฟาดไข่ดาวไป 7 ฟองบวกกับขนมปังปิ้งอีก 10 แผ่น
อืม ทุกปีเราได้แต่เที่ยวอยู่ในไชร์.. เอาเป็นว่าปีนี้เราลองไปเที่ยวที่อื่นที่ไกลกว่านี้ดีไหม? ลุงบิลโบกล่าวยิ้มแย้ม
แล้วจะกลับมาทันเรอะ? คืนนี้มีงานฉลองนี่.. ป้าเพตทูเนียเอ่ยขึ้นบ้าง ขณะที่กำลังใช้เครื่องสำอางพอกหน้าที่ยาวเหมือนม้าของเธอ
เออ..จริงสิ ลืมไปเลยนะเนี่ย.. ถ้างั้น รอให้เสร็จงานเลี้ยงวันเกิดของพ่อก่อน แล้วค่อยพาไปพรุ่งนี้ดีมั้ย? บิลโบกล่าว หวังจะให้ลูกชายเห็นด้วย แต่มีหรือ..ที่ดัดลีย์จะยอมง่ายๆ
ไม่เอาอ้ะ ดัดดี้อยากไปเร็วๆ ไม่เห็นต้องจัดงานวันเกิดอะไรนั่นเลยยย ยกเลิกเถอะ แดดดี้ ฮอบบิทอ้วนเริ่มโวยวายด้วยท่าทางชักดิ้นชักงอกับพื้น ( แต่แฮรี่ดูยังไงก็เหมือนหมูที่กำลังกลิ้งไปมาบนโคลนมากกว่า )
เถอะน่า..ดัดดี้ลูกรักของพ่อ..ถ้าเป็นปีอื่นพ่อคงจะยกเลิกให้ลูกได้หรอก แต่ปีนี้.พ่อมีของสำคัญที่จะเอามาอวดคนอื่นๆในไชร์ให้ได้แปลกใจกันเล่นน่ะสิ บิลโบแถลง ทำให้ดัดลีย์หยุดดิ้น ไม่ใช่เพราะเขาเข้าใจเหตุผล แต่เป็นเพราะอยากรู้ว่า ของสำคัญนั่นคืออะไรต่างหาก
มันคืออะไรอ้ะ?
หึหึ..เอาไว้ดัดดี้โตกว่านี้ พ่อจะบอกนะ
ไม่เอาๆๆๆๆๆๆ..ดัดดี้อยากรู้เดี๋ยวนี้อ้าาาาา..
และแล้วฮอบบิทไซส์หมูก็เริ่มกระทืบไปรอบบ้าน ทำให้บิลโบต้องรีบปลอบด้วยการหลอกล่อว่าจะซื้อของขวัญเพิ่มให้อีก 5 ชิ้น ดัดลีย์จึงค่อยเชื่องลง..ไม่อย่างงั้นแล้ว คืนนี้อาจจะไม่มีโพรงให้นอนก็เป็นได้.

ในที่สุดงานเลี้ยงที่บิลโลรอคอยก็มาถึง ฮอบบิททั่วทั้งไชร์ถูกเชิญแกมบังคับ ให้มาร่วมงานฉลองนี้ ซึ่งในปีนี้ บิลโบดูจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ถึงได้จัดให้มีอาหารและเครื่องดื่มมากกว่าปีก่อนเกือบเท่าตัว ผู้ที่มางานรู้สึกพอใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะถึงแม้จะต้องมานั่งฟังการบรรยายสรรพคุณของลูกชายที่น่าเบื่อหน่ายของครอบครัวเดอร์สลีย์ แต่พวกเขาก็ได้ลิ้มรสอาหารอร่อยๆและได้พบปะกับฮอบบิทคนอื่นๆ.

จนเมื่องานเลี้ยงใกล้จะจบ..
วี้.. ทุกท่าน ฟังทางนี้ครับบ.. เสียงของลุงบิลโบผ่านไมโครโฟน ทำให้เสียงพุดคุยเงียบลง
ต้องขอขอบคุณทุกท่านจริงๆที่ให้เกียรติมาร่วมงานในค่ำคืนนี้ ( ถึงแม้จะถูกบังคับก็เถอะ ) ก่อนที่จะปิดงาน ผมมีอะไรอยากจะให้ทุกท่านได้เห็นสักเล็กน้อย. ฮอบบิทร่างอ้วนพูดก่อนที่จะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ เพื่อควานหาอะไรบางอย่าง.และแล้ว. ร่างของเขาก็หายลับไปต่อหน้าผู้ชมอย่างไร้ร่องรอย..
เสียงโห่ฮาด้วยความตกใจดังขึ้น ไม่มีใครรู้ว่าเขาทำได้อย่างไร สุดท้ายก็ลงความเห็นว่ามันเป็นเพียงมายากลชนิดหนึ่ง ทว่า..ไกลออกไปจากงานเลี้ยง มีชายสองคนเฝ้ามองและเห็นการกระทำของบิลโบ เดอร์สลีย์ทั้งหมด
.เห็นแล้วใช่ไหม แฮกริด. เสียงของหนึ่งในสองคนนั้นเอ่ยขึ้น
ครับศาสตราจารย์แกนดาล์ฟ..
รู้สินะ ว่าต้องทำยังไงต่อไป..
เชื่อมือผมเถอะ ผมจะไม่ทำให้ท่านและคนอื่นๆผิดหวัง
และนั่นเป็นคำพูดครั้งสุดท้าย ก่อนที่ทั้งคู่จะหายตัวไป

เช้าวันต่อมา ป้าเพตทูเนียก็เปิดฉากรัวคำถามใส่บิลโบเกี่ยวกับเรื่องที่เขาหายตัวไปบนเวทีอย่างแนบเนียน ไม่ใช่เพราะหล่อนเป็นห่วงสามีหรืออะไรหรอก เพียงแค่อยากมีเรื่องไปเมาส์กับฮอบบิทคนอื่นที่อยู่ซอยเดียวกันเท่านั้นเอง แน่นอนว่าทั้งแฮรี่และดัดลีย์ก็อยากรู้เช่นเดียวกัน ทั้งสองไม่พูดจาอะไร เพราะรู้ดีว่าถ้าปล่อยให้ป้าเพตทูเนียเป็นผู้ยิงคำถาม ไม่ช้าไม่เร็วบิลโบก็ต้องคายคำตอบออกมาอย่างไม่ต้องสงสัย
นี่นะ ยัยแก่เจ้าของร้านขายปลาตรงข้ามโพรงเรา ถึงกับเป็นลมไปเลยล่ะ.. ป้าเพตทูเนียเล่าในระหว่างที่ถามคำถาม
ฮะๆๆๆ..งั้นเลยเรอะ!! ดีจริงๆ ลุงบิลโบหัวเราะหน้าแดงอย่างกับลูกตำลึง พลางเอามือตบพุงตัวเอง 2-3 ที
แล้วไงล่ะ ตกลง..บอกฉันมาได้รึยังว่าเธอทำอีท่าไหนถึงได้หายตัวไปได้หยั่งงั้นน่ะ?
..เฮ่ยย..ก็บอกแล้วไง..ว่าเป็นความลับ ฮอบบิทยักษ์ยังคงกำคำตอบไว้อย่างเหนียวแน่น
อะไรกัน กะอีแค่เรื่องแค่นี้ต้องปิดกันด้วยเรอะไง? ป้าเพตทูเนียเริ่มมีน้ำโห เมื่อหลอกล่อสามีตัวเองไม่สำเร็จ
แต่ว่า. ยังไม่ทันที่บิลโบจะได้กล่าวอะไรออกมา เขาก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงอะไรบางอย่างข้างนอก
ชู่ว์ ฟังสิ เพตทูเนีย เธอได้ยินอะไรมั้ย?
นี่..อย่ามาเฉไฉนอกเรื่องหน่อยเลย กะอีแค่ และก็ดูเหมือนหล่อนก็จะได้ยินเสียงนั้นเช่นกัน จึงได้เงียบลงพลางใช้ดวงตากลมโตของเธอกวาดไปทั่วโพรง
แฮรี่.. แกลองเดินออกไปดูข้างนอกซิ ว่ามันเป็นเสียงอะไร? ลุงบิลโบออกคำสั่ง ผู้ถูกเรียกชื่อสะดุ้งโหยง เขารู้ดีว่าถ้าไม่ทำตามล่ะก็ ฝ่ามืออ้วนๆของลุงของเขาอาจจะมาสัมผัสกับใบหน้าอย่างแรงได้ อย่างงั้น..สู้ไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า.. แฮรี่ถอนหายใจและเดินสะเปะสะปะออกไปช้าๆ

ฮอบบิทหนุ่มโผล่หัวออกไปนอกโพรง แล้วก็ต้องพบกับนกฮูกหลายสิบตัวบินป้วนเปี้ยนอยู่หน้าโพรงของเขา ถ้าเป็นตอนกลางคืนก็อาจจะไม่แปลก แต่นี่มันยังเช้าอยู่เลย นกฮูกบ้าอะไรจะตื่นมาตอนนี้? แต่แล้วแฮรี่ก็ต้องโล่งใจ เมื่อสักพัก พวกมันก็บินจากไปเอง เขาเก็บจดหมายหลายสิบฉบับที่ตกอยู่หน้ากลับเข้าโพรง ( ไม่มีตู้ไปรษณีย์ก็แบบนี้แหละ )
ว่าไง..ข้างนอกนั่นมีอะไรเรอะ? ลุงบิลโบถามทันทีที่เห็นเขากลับเข้ามา
ไม่มีอะไรนี่ครับ..แค่นกฮูกเอง แฮรี่ตอบอย่างไม่แยแส เขาไล่มองดูจดหมายที่อยู่ในมือทีละฉบับ แล้วก็ต้องพบว่า..ทั้งหมดนี่เป็นจดหมายถึงตัวเขา ฮอบบิทผู้ช่างสงสัยไม่รอช้า รีบแกะจดหมายฉบับหนึ่งออกดูทันที แต่ก่อนที่เขาจะได้อ่านอะไร ดัดลีย์ก็รีบโพล่งขึ้นมาก่อน
พ่อๆ..ดูสิ แฮรี่มันได้รับจดหมายด้วยยย..
สองสามีภรรยาตาแทบถลนออกมานอกเบ้า หรือว่า..สิ่งที่พวกเขากลัวกำลังจะกลายเป็นความจริง
แฮรี่..ส่งจดหมายนั่นมาเดี่ยวนี้..!! บิลโบคำรามก้อง
ไม่นะ..นี่เป็นของผม เขาสวนกลับ พลางวิ่งหนีไปรอบโพรง ถึงแม้บิลโบจะพยามวิ่งตามขนาดไหนก็ไม่มีทางตามทัน เขาเอามือกุมท้องตัวเองด้วยความเหนื่อยก่อนที่จะล้วงมือข้างหนึ่งลงไปในกระเป๋า และแล้วภาพของฮอบบิทอ้วนก็หายไปต่อหน้าต่อตาทุกคนอีกครั้ง แฮรี่ถึงกับยืนอึ้งทำอะไรไม่ถูก ป้าเพตทูเนียกับดัดลีย์ก็เช่นกัน ในขณะที่ทุกคนยืนอ้าปากค้างอยู่นั้นเอง
อ๊ะ!!! ภาพที่แฮรี่เห็นคือ จดหมายลอยออกไปจากมือของเขา และทั้งหมดถูกฉีกขาดลงต่อหน้าต่อตา สุดท้ายจึงถูกโยนลงไปในเตาผิง
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น ร่างของบิลโบก็กลับมาอีกครั้งพร้อมกับรอยยิ้มของผู้มีชัย
เป็นยังไงล่ะ?หึหึ
ลุงลุง..ทำอะไรน่ะ? ฮอบบิทหนุ่มพูดออกมาได้แค่นี้..จริงๆ
ฮะๆ..ตกใจใช่มั้ยล่ะ? นี่แกคงจะคิดล่ะสิว่าฉันมีเวทย์มนต์เหมือนกับพ่อของกะ. บิลโบเย้ยหยันได้ไม่นาน ก็ต้องรีบปิดปากตัวเองราวกับได้พูดคำต้องห้ามออกไป แต่มีหรือที่จะพ้นหูพระเอกของเราไปได้
เมื่อกี้ ลุงว่าอะไรนะ? เวทย์มนต์เหมือนใครงั้นหรอ? แฮรี่ขมวดคิ้ว
ปละ..เปล่าซะหน่อย..ละ..ลุงไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น.. ฮอบบิทยักษ์ปฏิเสธเสียงแข็ง
ไม่จริง!! เมื่อกี้ลุงพูด. แต่ก่อนที่เขาจะได้ซักไซ้ไปมากกว่านั้น เสียงของอะไรบางอย่างที่กำลังไหลลงมาปล่องไฟก็หยุดเขาเอาไว้..
ไม่นาน..กองจดหมายร่วมหลายร้อยฉบับก็พากันทะลักออกมาจากเตาผิง ปลิวว่อนไปทั่วโพรง แฮรี่ไม่รอให้ลุงบิลโบตั้งตัวได้ เขารีบคว้าจดหมายเหล่านั้นมาหนึ่งฉบับและรีบลงมือแกะมัน..

The Blue Bird(1)

บทละครโดย : Maurice Maeterlinck

เรื่องนี้จริงๆแล้วเป็นบทละครแนว Symbolism จ้ะ ผู้แต่งใช้กลวิธีใช้สัญลักษณ์สื่อความหมายของสิ่งที่เขาต้องการจะนำเสนอในบทละคร ตอนนี้เรายังไม่บอกว่า สิ่งที่เขาต้องการจะบอกนั้นคืออะไร อยากให้เพื่อนๆได้ลองอ่านดูและลองดูเอาว่า เรื่อง นกสีฟ้า นี้ ต้องการจะบอกอะไรกับเรานะ ^^

ฉบับที่เราแปลนี้แปลมาจากเรื่อง Children's Blue Bird ซึ่งเป็นผลงานของ Georgette Leblanc (หรือ Madame Maurice Maeterlinck)จ้า ซึ่งเขาได้นำบทละครที่ว่านี้ มาทำให้เด็กๆอ่านง่ายขึ้นโดยแปลงจากบทละครให้เป็นนิทาน สามารถหาอ่านต้นฉบับที่เราแปลได้จากเวบนี้เลยจ้ะ >> http://kellscraft.com/ChildsBlueBird/childbluebirdcontent.html

ว่าแล้วเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาอ่านเรื่องนี้กันเลยดีกว่า ^^ มีหลายตอนหน่อยนะจ้ะต้องตามอ่านกันนิดนึงเพราะตัวบทละครเองก็ยาวเกือบ 160 หน้าได้ แต่รับรองเลยว่าอ่านไปแล้วไม่มีเบื่อเลยล่ะ

เปิดหนังสืออ~~

บทที่ 1 กระท่อมคนตัดไม้

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว คนตัดไม้อาศัยอยู่กับภรรยาของเขาในกระท่อมหลังน้อยซึ่งตั้งอยู่ในป่าที่แสนจะเก่าแก่และกว้างใหญ่ พวกเขามีลูกตัวเล็กๆสองคนผู้ซึ่งจะได้พบกับการผจญภัยอันน่าตื่นตาตื่นใจในเวลาต่อมา

แต่ว่า ก่อนที่ฉันจะได้เริ่มเล่าเรื่องทั้งหมดให้คุณฟังนั้น ขอให้ฉันได้แนะนำคุณให้รู้จักกับตัวละครตัวน้อยๆของฉันเสียก่อน เพราะหากพวกเขาไร้ซึ่งความอ่อนโยนและความกล้าหาญในตัวแล้ว เรื่องราวที่น่าพิศวงนี้ก็คงจะไม่มีวันเกิดขึ้นได้

"ทีเทิล" คือชื่อพระเอกของเรา เขาเป็นเด็กชายตัวเล็กๆอายุ 10 ขวบ ผู้ซึ่งมีน้องสาวตัวน้อยที่อายุเพียงแค่ 6 ขวบ
ทีเทิล เป็นเด็กชายที่ร่างกายแข็งแรงและมีความกล้าหาญ ผมหยักศกสีดำของเขามักจะพันกันยุ่งอยู่บนหัวของเขาตลอดเวลา ทีเทิลเป็นเด็กที่น่ารักและน่าหลงใหล ไม่ใช่เพียงแค่จากรอยยิ้มหรือแววตาที่สดใสของเขาเท่านั้น แต่เขายังเป็นเด็กชายผู้ซึ่งหัวใจของเขาไม่รู้จักความกลัวอีกด้วย ในตอนเช้า ทีเทิลมักจะเดินไปกับพ่อของเขาเข้าไปในป่า แม้เสื้อผ้าของเขาจะเก่าและมอมแมม แต่เด็กน้อยกลับดูน่าชื่นชมและน่าหลงใหลเสียจนสรรพสิ่งบนพื้นโลกและท้องฟ้าต่างพากันแย้มยิ้มให้เขายามที่เขาเดินผ่าน

น้องสาวตัวน้อยของทีเทิลนามว่า มีเทิล ช่างต่างกับพี่ชายราวฟ้ากับดิน เธอแลดูอ่อนหวานและสวยสง่าในชุดเสื้อคุลมยาวตัวเก่งของเธอซึ่งแม่ของเธอบรรจงถักให้ด้วยความปราณีต ดวงตากลมโตของเธอมีสีฟ้าสดใสราวกับดอก Forget-me-nots ที่ชูช่ออยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าสีเขียว ไม่ว่าอะไรบนพื้นโลกใบนี้ก็ทำให้เธอกลัวได้แทบทั้งสิ้นและเธอก็มักจะร้องไห้เพราะสิ่งต่างๆเหล่านั้นเป็นประจำ แต่จิตวิญญาณดวงน้อยๆของเธอก็ช่างเปี่ยมล้นไปด้วยคุณลักษณะของเพศแม่ มีเทิลเป็นเด็กสาวที่อ่อนหวานและรักพี่ชายมาก เธอไม่ลังเลเลยที่จะตอบตกลงร่วมทางไปกับพี่ชายของเธอในการเดินทางที่แสนยาวนานและเต็มไปด้วยอันตรายครั้งนี้

เกิดอะไรขึ้นและเหตุใดผู้กล้าตัวน้อยทั้งสองของเราต้องออกไปผจญโลกกว้างในคืนๆหนึ่งเพื่อตามหาสิ่งที่เรียกว่า "ความสุข" นั่นคือเรื่องราวที่ฉันกำลังจะบอกให้คุณได้ทราบต่อจากนี้ไป

กระท่อมของคนตัดไม้จัดว่าเป็นบ้านที่ยากจนที่สุดในพื้นที่แถบนี้ก็ว่าได้ และดูเหมือนจะยิ่งทำให้ผู้อยู่ในบ้านเจ็บช้ำน้ำใจมากขึ้นเมื่อบ้านตรงข้ามของพวกเขา เป็นบ้านของครอบครัวที่ร่ำรวยมากครอบครัวหนึ่ง คุณสามารถมองผ่านหน้าต่างจากกระท่อมหลังนี้ไปยังบ้านของเด็กๆที่มีอันจะกินเหล่านั้นได้ตลอดเวลา คุณได้รับรู้ว่าอะไรมีเกิดขึ้นบ้างในห้องทานอาหารหรือห้องรับแขกซึ่งทุกเย็นไฟในห้องเหล่านั้นจะถูกจุดให้สว่างไสวแลดูอบอุ่น และในตอนกลางวัน เด็กๆก็จะออกมาวิ่งเล่นที่ระเบียง, สนามหญ้า และตามเรือนกระจกที่ซึ่งผู้คนมากมายมักจะเดินทางมาจากตัวเมืองเพื่อมาเยี่ยมชมดอกไม้พันธ์หายากชนิดต่างๆที่ถูกปลูกไว้ในเรือนกระจกแห่งนี้

คืนนี้ เป็นคืนที่พิเศษกว่าคืนไหนๆ เพราะมันเป็นคืนวันคริสมาสต์อีฟ แม่พาลูกๆทั้งสองเข้านอนและจุมพิตพวกเขาอย่างอ่อนโยนยิ่งกว่าคืนไหนๆ หล่อนรู้สึกเสียใจเพราะสภาพอากาศที่เลวร้ายทำให้พ่อไม่สามารถเข้าไปตัดไม้ในป่าได้ และทำให้เขาไม่มีเงินมาซื้อของขวัญให้ลูกๆทั้งสอง ไม่นาน ทีเทิลและมีเทิลก็ผล็อยหลับไป สรรพสิ่งสงบเงียบและนิ่ง ไม่มีเสียงใดเกิดขึ้นนอกจากเสียงครางเบาๆของแมว เสียงกรนของเจ้าหมา และเสียงติ๊กๆจากนาฬิกาของคุณปู่ ทันใดนั้นไฟในห้องก็สว่างขึ้น ตะเกียงจุดด้วยตัวมันเองเด็กทั้งสองตื่นขึ้นมา หาว ขยี้ตา และเหยียดแขนขาไปมาบนเตียง และแล้ว ทีเทิลก็ส่งเสียงเรียกน้องสาวเบาๆ

"มีเทิล"

"หืม?" สาวน้อยตอบกลับ

"หลับอยู่หรือเปล่า?"

"แล้วพี่ล่ะ หลับอยู่หรือเปล่า"

"เปล่า" ทีเทิลตอบพลางมองหน้าน้องสาว "ถ้าฉันหลับอยู่ ฉันจะพูดกับเธอได้ยังไงล่ะ"

"วันนี้เป็นวันคริสมาสต์หรือเปล่า พี่ชาย" มีเทิลถาม

"ยัง พรุ่งนี้ต่างหากที่เป็นวันคริสมาสต์ แต่ปีนี้ซานตาครอสไม่ได้เอาของขวัญมาให้พวกเราหรอกนะ"

"ทำไมล่ะ"

"พี่ได้ยินแม่บอกว่า แม่ไม่สามารถเข้าเมืองไปบอกซานต้าได้ แต่ปีหน้าเขาจะมาแน่นอน"

"ปีหน้านี่นานไหมคะพี่"

"ก็นานพอดูอยู่นะ" พี่ชายตอบ " แต่ซานต้าจะไปหาเด็กๆที่ร่ำรวยคืนนี้"

"จริงหรอ"

"ดูนี่สิ" ทีเทิลร้องออกมาเมื่อมองไปเห็นตะเกียงบนโต๊ะ "แม่ลืมดับตะเกียง...ฉันมีความดีๆแล้ว มีเทิล!!"

"อะไร"

"ลุกขึ้นมาเร็ว!"

เอาไว้แค่นี้ก่อนดีกว่าเนอะ ยาวมากเดี๋ยวจะเบื่อกันเสียก่อน ^^" ถ้าชอบก็ติดตามอ่านกันได้นะจ้ะ จะแปลมาลงเรื่อยๆ พอดีช่วงนี้ปิดเทอม คงไม่ดองนานหรอกจ้า แหะๆ


edit @ 2006/10/12 09:44:03
edit @ 2006/10/12 09:44:52

มาต่อแล้วจ้า รู้สึกอัพถี่จังเนอะ แหะๆ แบบว่าว่างงานน่ะจ้า ^^"
มาอ่านกันต่อเลยดีกว่า มีอะไรแนะนำติชมได้ตลอดเลยนะจ้า >_<

"แต่แม่ห้ามเราลุกจากเตียงตอนกลางคืน.." มีเทิลแย้ง
"โธ่ ใครจะมาเห็นเราตอนนี้ล่ะ!... นี่ เห็นมูลี่นั่นไหม มีเทิล" ทีเทิลชี้ไปยังมูลี่ที่ปิดอยู่ตรงหน้าต่าง มีแสงไฟลอดออกมาจากตรงนั้น
"โอ้โห สว่างจังเลย พี่ชาย!"
"นั่นคือไฟจากงานเลี้ยงล่ะ"
"งานเลี้ยงอะไรหรอ"
"งานเลี้ยงของเด็กๆที่มีอันจะกินที่อยู่ในบ้านฝั่งตรงข้ามยังไงล่ะ มีต้นคริสมาสต์ด้วย..... นี่ มีเทิล เราเปิดมูลี่ออกดีกว่า"
"....ได้หรอ?.." สาวน้อยถามกล้าๆกลัวๆ
"แน่นอนอยู่แล้ว ตอนนี้ไม่มีใครเข้ามาห้ามเราหรอก..ได้ยินเสียงเพลงนั่นไหม ลุกจากเตียงกันเถอะ มีเทิล!"

เด็กทั้งสองกระโดดลงจากเตียงและวิ่งไปที่หน้าต่าง ปีนขึ้นไปบนม้านั่งและช่วยกันแหวกมูลี่ออก แสงไฟสีสดจากงานเลี้ยงพลอยทำให้ห้องของเด็กทั้งสองสว่างไสวไปด้วย ทีเทิลและมีเทิลได้แต่จ้องมองออกไปนอกบานหน้าต่างอย่างตื่นเต้น

"เห็นไหม ทีนี้เราก็เห็นอะไรๆได้ชัดขึ้นเยอะเลย" ทีเทิลกล่าวยิ้มแย้ม
"แต่หนูมองไม่เห็น.." มีเทิลพูดเศร้าๆ ม้านั่งแทบจะไม่เหลือที่ยืนให้เธอแล้ว
"ดูสิ! หิมะตกด้วย!" ทีเทิลยังคงว่าต่อไป "มีรถม้าวิ่งมา 2 คัน แถมแต่ละคันเทียมด้วยม้าตั้ง 6 ตัวแน่ะ!"
"มีเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ 12 คนเดินออกมาจากรถม้าด้วยล่ะ!" ทีเทิลผู้พยายามสอดส่องออกไปนอกหน้าต่างอย่างสุดชีวิตเท่าที่ร่างอันบอบบางของเธอจะอำนวย พูดบ้าง
"นั่นเด็กผู้หญิงต่างหาก"
"แต่ว่าพวกเขาใส่กางเกงนะ...."
"เงียบก่อน!...ดูนั่นสิ!"
"นั่นอะไรหรอคะ?ที่แขวนอยู่ตามกิ่งไม้น่ะ"
"นั่นคือของเล่นไง มีเทิล มีทั้งดาบ,ปืน,ตุ๊กตาทหาร,ปืนใหญ่..."
"แล้วที่อยู่บนโต๊ะนั่นล่ะ"
"นั่นก็คือ เค้ก และ ครีมทาร์ต"

"โอ้โห เด็กๆในนั้นแต่งตัวกันสวยจังเลย" มีเทิลร้องพลางปรบมือชอบใจ
"และพวกเขาต่างก็กำลังหัวเราะพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน" ทีเทิลช่วยต่อ
"อุ๊ย ดูเด็กตัวเล็กๆคนนั้นเต้นรำไปรอบๆสิ.."
"ใช่แล้วๆ เราเองก็เต้นด้วยสิ มีเทิล!" ทีเทิลตะโกนด้วยความสนุกสนาน

และเด็กทั้งสองก็พากันเต้นอยู่บนม้านั่งตัวเตี้ยด้วยความรื่นเริง
"สนุกจังเลย พี่ทีเทิล!" มีเทิลบอกขณะที่พักหายใจ
"ดูนั่นสิ! พวกเขาเริ่มกินเค้กกันแล้ว" ทีเทิลร้อง "พวกเขาได้สัมผัสมัน...ได้กินมัน...โอ ช่างดีอะไรอย่างนี้!"

มีเทิลตัวน้อยเริ่มนับเค้กที่อยู่ในจินตนาการของเธอ
"หนูมีเค้ก 12 ก้อน แหละ!..."
"ส่วนพี่มี 4 เท่าของ 12 ก้อนเลย!" ทีเทิลว่า "แต่พี่จะแบ่งให้เธอหน่อยก็ได้นะ..."

และเพื่อนตัวน้อยๆทั้งสองคนของเราก็พากันเต้นรำอีกครั้ง หัวเราะ และมีความสุขที่เห็นเด็กคนอื่นๆมีความสุขจนทั้งคู่ลืมความยากจนของตนไปจนหมดสิ้น ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น เด็กทั้งสองคนตกใจมากจนชะงักกิจกรรมที่กำลังทำอยู่ทันทีทันใดและไม่กล้าแม้แต่จะขยับขาไปไหน กุญแจลั่นดังกริ๊ก มันปลดล๊อคด้วยตัวของมันเอง ไม่นานประตูบานใหญ่ก็ค่อยๆแง้มออกอย่างช้าๆ หญิงชราตัวเล็กๆในชุดสีเขียวและมีฮูดสีแดงปิดหน้าก้าวเข้ามาในห้อง หลังของเธอค่อมและดูเหมือนเธอจะเหลือดวงตาให้ใช้การได้แค่ข้างเดียว คางกับจมูกของเธององุ้มเข้าหากันจนแทบจะชิดกันเลยก็ว่าได้ มือหนึ่งถือไม้เท้าเพื่อช่วยพยุงตัวเวลาเดิน เธอเป็นนางฟ้าอย่างไม่ต้องสงสัย!

ปล. ขอบคุณนาที่ช่วยแก้คำผิดจ้า น่ารักที่สุดเลยยย ^3^